 |
อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก
(Resting Heart Rate)
เพื่อประเมินการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ปกติหัวใจของคนเราจะเต้นประมาณ
60-80ครั้ง/นาที หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือด เพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่จับออกซิเจนพาไปยังเซลล์ เมื่อร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น เลือดก็ต้องไหลเวียนมากขึ้น หัวใจก็จะเพิ่มอัตราการเต้นและปริมาณสูบฉีดเลือดแต่ละครั้ง ดังนั้น ขณะพัก ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจต่ำ แสดงว่าร่างกาย
มีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ อย่างเพียงพอ เมื่อออกกำลังกายก็จะรู้สึกเหนื่อยช้า ในทางกลับกันผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูง แสดงว่าหัวใจทำงานหนักเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย เมื่อออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วและรู้สึกเหนื่อยง่าย |
| |
|
 |
ความดันโลหิต
(Blood Pressure)
ตรวจหาและประเมินความเสี่ยงจากความดันโลหิตสูง โดยปกติความดันจะอยู่ที่ 120/80
มม.ปรอท หรือไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท
การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ จะไม่ค่อยมีผลต่อความดันโลหิตมากนัก แต่การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก เช่น การดันพื้น ดึงข้อ หรือยกน้ำหนัก จะมีผลต่อการเพิ่มของความดันโลหิต ดังนั้น ถ้าความดันโลหิตสูง ควรควรปรึกษาแพทย์หรือ ผู้เชียวชาญในการเลือกกิจกรรมออกกำลังกาย |
| |
|
 |
ดัชนีมวลกาย
(Body Mass Index)
การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกายเพื่อประเมินภาวะน้ำหนักเกินทำได้ โดยนำน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง โดยปกติค่าจะอยู่ที่ 18.5-24.9 ถ้าน้อยกว่า 18.5 จะถือว่ารูปร่างผอม ถ้ามากกว่า 24.9 ขึ้นไป จะถือว่าน้ำหนักมาก แต่การประเมินด้วยวิธีนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ เพราะ บางคนที่มีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน เช่น นักกล้าม ซึ่งมีน้ำหนักตัวมาก พอคำนวณออกมาจะทำให้อยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกินได้ |
| |
|
 |
ไขมันใต้ผิวหนัง
(Skinfold measurement)
เพื่อประเมินปริมาณไขมันในร่างกาย ปกติไขมันจะสะสมอยู่ในหลายๆที่ หากสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ เรียกว่า Intramuscular Fat หากสะสมรอบๆ อวัยวะ เรียกว่า Visceral Fat และไขมันส่วนที่สะสมมากที่สุดในร่างกาย คือ ไขมันใต้ผิวหนัง เรียกว่า Subcutaneous Fat ซึ่งทำการวัดไขมันส่วนนี้เพื่อที่จะได้รู้ถึงระดับไขมันในร่างกายของแต่ละบุคคลว่ามีมากน้อยเพียงใด ถ้าไขมันในร่างกายมีมาก ก็จะทำให้เป็นโรคอ้วนได้ ซึ่งก็จะมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น |
| |
|
 |
ความจุปอด
(Vital Capacity)
เพื่อประเมินว่า ร่างกายสามารถนำเอาอากาศเข้าไปในปอดได้มากน้อยเพียงใด เป็นที่ทราบกันว่าร่างกายต้องนำเอาออกซิเจนเข้ามาช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน โดยที่ออกซิเจนจะจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงแล้วพาไปยังเซลล์ ถ้าร่างกายสามารถนำออกซิเจนเข้ามาได้มาก ก็แสดงว่า ร่างกายเราสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เมื่อทำกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ จะทำให้ไม่มีอาการเหนื่อยง่าย |
| |
|
 |
แรงบีบมือ
(Grip Strength)
ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลาย โดยใช้เครื่องวัดแรงบีบมือ Hand Grip Dynamometer จะทำให้รู้ถึงความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลายว่าอยู่ในระดับใด เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน และควรมีการฝึกความแข็งแรงเพิ่มเติมอย่างไร |
| |
|
 |
แรงเหยียดขา
(Leg Strength)
เพื่อประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา โดยใช้เครื่องวัดแรงเหยียดขา Leg Strength จะทำให้รู้ถึงระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาว่าอยู่ในระดับใด เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน และควรมีการฝึกความแข็งแรงเพิ่มเติมอย่างไร |
| |
|
 |
ความอ่อนตัว
(Flexibility)
ประเมินความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังระดับเอวและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ถ้าเรามีความอ่อนตัวดี แสดงว่า กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ
มีความยืดหยุ่นและมีมุมการเคลื่อนไหวที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการ
ออกกำลังกาย |
| |
|
 |
สมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด
(Maximum Oxygen Uptake)
เพื่อประเมินความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (Aerobic Capacity หรือ VO2max) ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ด้วยความแรงระดับปานกลางถึงหนัก บ่งบอกถึงสภาวะการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด ปอด และกล้ามเนื้อ |